Mk's Blog

Disclaimer: This is private blog

Friday, December 03, 2004

Traditional?

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าอันนี้แรง และเสี่ยงจริงๆ (อาจหัวขาดได้)
จริงๆแล้วพยายามจะแบ่งเอาเรื่องคอมมาเขียนที่นี่ เรื่องทั่วไปเขียนที่ exteen แต่วันนี้ไม่กล้าไปเขียนที่นั่นเพราะกลัวเว็บโดนปิด เดี๋ยวน้องเค้าซวย เขียนที่นี่ก็ให้ Blogger โดนปิดไปละกันช่างมัน

เริ่มละนะ

ถ้าใครอ่านมานานจะรู้ว่าผมก็เป็นหัวใหม่คนนึงที่ค่อนข้างแรงเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นจากบล็อกเก่าๆ กรณีระเบียบรัตน์ กับชาวเชียงใหม่เป็นต้น ซึ่งงานนั้นผมก็เห็นด้วยกับระเบียบรัตน์เต็มที่เรื่องห้ามผู้หญิงเข้าเจดีย์ และเข้าอกเข้าใจรวมถึงสงสารเค้าอย่างยิ่ง เพราะเค้าเจอปัญหาเดียวกับผม นั่นคือ ความคิดหัวใหม่ต้องไปปะทะกับกำแพงยักษ์ที่ชื่อว่าวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

จำได้อีกว่าเคยถกกับพี่เทพในคอมเมนต์ในบล็อกนั้นล่ะ (รวมถึงพี่จอยด้วย) ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามนั้น มักจะแฝงมาด้วยกุศโลบายบางอย่างที่คนยุคก่อนหวังไว้ ซึ่งถ้ามันดีจริง ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่จุดปัญหาอยู่ที่ว่าคนยุคนี้มักลืมไปแล้วแหละว่าจุดหมายจริงๆ คืออะไร เอาแต่ยึดถือตัวกรอบประเพณีนั้นเท่านั้น

เรื่องในวันนี้เซนสิทิฟมากในสังคมบ้านเรา ผมเชื่อว่าโพสต์พันทิพคงโดนลบภายในสิบวิเลยล่ะ

เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ

ออกตัวอีกรอบว่าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นอะไรทั้งสิ้น ผมก็เป็นเหมือนคนไทยทุกคนที่เคารพรักในตัวพระองค์ท่านและครอบครัวทุกท่าน

แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้กลับเป็นตัวประเพณีรายรอบเหล่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นแค่เปลือกที่คอยห่อหุ้มไว้เท่านั้น ไม่มีใครสนใจจุดมุ่งหมายของมันจริงๆ อีกแล้ว แต่เปลือกเหล่านี้กลับทำให้ชีวิตประจำวันเราต้องลำบากขึ้นอีกแยะ

ตัวอย่างแรกคือราชาศัพท์ที่สืบมาแต่ยุคขอม จุดมุ่งหมายจริงๆ คือยกระดับของพระราชาให้เท่ากับเทพเจ้า จึงต้องมีคำพูดและวิธีการปฎิบัติตัวให้แตกต่างออกไป เพื่อแสดงฐานะพิเศษ แต่มาถึงยุคอเมริกันแบบทุกวันนี้ ราชาศัพท์มีคนพูดแค่ตอนข่าวในพระราชสำนักเท่านั้น กับอยู่ในแบบเรียนให้เด็กไทยท่องไปเสียเวลาเปล่าว่า กิน ต้องเรียกว่า เสวย (มีใครเรียนจบไปได้ใช้มั่ง) ผู้ประกาศข่าวต้องลำบากอ่านให้ถูกต้องแถมต้องสอบอีกตะหาก ผมยังไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ของราชาศัพท์ยุคปัจจุบันเลย ว่ากันจริงๆ ในพระราชวังสวนจิตรก็คงไม่มีใครพูดหรอกครับ มันเป็นวิธีการสื่อสารที่ ineffience มาก หลายคนคงอยากเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องแบบนี้บ้านเราพูดไม่ได้

ตัวอย่างถัดมาคือข่าวในพระราชสำนักนี่ล่ะ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบังคับมีทุกวันตอนสองทุ่ม พร้อมกันทุกช่องอีกตะหาก ถ้าเป็นพระราชพิธีสำคัญจริงๆ ก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องบางท่านเสด็จฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งแปลแบบบ้านๆ ว่าไปเที่ยว ทำไมต้องตามไปถ่าย ส่งช่างกล้องไป ผู้สื่อข่าวไป เปลืองตังค์ประเทศชาติเปล่าๆ ท่านเองก็คงรู้สึกเซ็งๆ ที่จะเที่ยวทั้งทีต้องมีคนตามไปเป็นฝูง รู้จักมั่งหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ อันนี้ก็ไม่ทราบจริงๆ ว่ามีกฎหรือเปล่าที่ข่าวต้องมีตอนสองทุ่ม หรือว่าเป็นแค่สิ่งที่ต้องรู้?

ตัวอย่างสุดท้ายคือขบวนเสด็จครับ เคยเจอปัญหาขึ้นสะพานลอยไม่ได้เวลามีขบวนมั้ยฮะ ผมเห็นด้วยที่ไม่ให้ข้าม (ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่หลวงพ่อคูณไม่เหยียบกระเป๋าตังค์) แต่เห็นด้วยในกรณีที่ตัวจริงเสด็จเท่านั้น ผมคาใจมาหลายปีแล้ว ว่าวันเฉลิมที่มีสวนสนามทีไร แล้วรถขนทหารที่ขนรูปมาด้วยขับผ่าน (โดยเฉพาะผ่านเกษตรเพราะอยู่ติดกับทหารตรงบางเขน) ต้องห้ามขึ้นสะพานลอย มันเป็นอะไรที่เปลือง productivity เป็นอย่างมาก (ถ้าวันหลังขนรูปด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน คงห้ามเดินเลยสินะ) ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ

ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะรู้ว่ามันทำไม่ได้ มาบ่นเฉยๆ
คิดว่าเรื่องพวกนี้หลายๆ ท่านเองคงอยากเปลี่ยนด้วยซ้ำ แต่ติดด้วยเหตุผลที่ว่า ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เท่านั้นล่ะ

21 Comments:

At December 3, 2004 10:11 PM, Anonymous Anonymous said...

>> ราชาศัพท์
มันมาจากสมัยก่อน การแบ่งชนชั้น ปัจจุบันเราก็ยังแบ่งอยู่ ตรงที่สามัญชน กับ เชื้อพระวงศ์ การมีอยู่ของราชาศัพท์ ก็เพื่อแสดงความเป็นเชื้อพระวงศ์ โดยส่วนตัวผมอยากให้คงไว้ "ไม่งั้นเราจะไม่รู้สึกว่าเลย มีเชื้อพระวงศ์ มีราชวงศ์อยู่จริงๆ" มันคือ การทำให้เป็นรูปธรรมนั่นแหล่ะ

>> ข่าวในพระราชสำนัก
การที่ต้องฉายเวลา 2 ทุ่มทุกช่องพร้อมๆกัน เพราะว่า
- เป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน และเปิดดูโทรทัศน์กัน
- ต้องฉายพร้อมกัน ไม่งั้นคนจะเปลี่ยนไปดูช่องอื่นได้
- นักข่าว ช่างกล้องที่ตามไปจริงๆมีแค่ไม่กี่คน องครักษ์และผู้ประสานงานอื่นๆยังเยอะกว่า
- สำหรับพระองค์ท่านแล้ว การมีนักข่าวติดตามถ่ายทอดเรื่องราว เป็นหนึ่งใน 'ภาระหน้าที่' ของเชื้อพระวงศ์ ไม่มีคำว่ารำคาญหรอก (ถ้าพูดตรงๆก็คือ เป็นสิ่งที่พระองค์ได้รับการปลูกฝังมาแล้ว)
- เพื่อให้ 'ชาวไทย' ได้รู้สึก "ใกล้ชิด" กับราชวงศ์ตลอดเวลา ทุกความเคลื่อนไหว

มันเป็น "หนึ่งในสิ่ง" ที่ทำให้ "ชาวไทยมีความเคารพรักพระมหากษัตริย์และราชวงศ์มากที่สุดในโลก"

>> ขบวนเสด็จ
ขอชี้แจงก่อนนิดนึง ไม่เกี่ยวกับที่มาร์คท้วงมา เพราะเกี่ยวกับการเสด็จของพระองค์ท่านจริงๆ

ขอพูดในฐานะที่เคยทำงานในนามชมรมวิทยุสมัครเล่น ถวายความปลอดภัยขณะเสด็จพระราชดำเนินภายใน ม.เกษตรฯ

การห้ามเดินข้ามสะพานลอย คนส่วนใหญ่คงเข้าใจว่า เพราะห้ามอยู่เหนือศีรษะใช่ไหม? ผมก็ยอมรับว่าใช่ "แต่ไม่ทั้งหมด"

สำหรับพวกผมที่ถวายความปลอดภัยแล้ว นั่นเป็นประเด็นรอง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ หากปล่อยให้คนเดินไปเดินมา เวลาที่ขบวนเสด็จใกล้จะมาถึง ทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่นั้นได้มากพอ ทำให้จำเป็นต้องกันพื้นที่ล่วงหน้าเป็นเวลานาน ประกอบกับที่ว่า กว่าที่ขบวนเสด็จจะเริ่มออกขบวนได้ จำเป็นต้องให้ "ตลอดเส้นทาง" พร้อมเสียก่อน
(เช่น จะเสด็จมา ม.เกษตรฯ จากวังสวนจิตรฯ ขึ้นทางด่วนยมราช ลงทางด่วนงามวงศ์วาน จนถึง ม.เกษตรฯ จำเป็นต้องเรียบร้อยทุกจุดตลอดเส้นทาง ถึงจะเริ่มขบวนได้ เวลาที่ขบวนเสด็จจริงๆแค่ราวๆ 10 นาที แต่ปิดถนนกันเกือบชม. -- ขอบอกว่า "ซิ่ง" มาก)

แต่สำหรับเรื่อง การเคลื่อนย้ายพระรูปดังที่มาร์คว่ามา อันนี้ถือว่า 'ไม่มีความจำเป็น' "แต่" มันเป็นไปเพื่อความเหมาะสม ประมาณว่า "เพื่อคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์"

-- PaePae

 
At December 4, 2004 2:39 AM, Anonymous Anonymous said...

ไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นในบทความนี้

แม้แต่เรื่องเดียว

โดยเฉพาะ

"...คิดว่าเรื่องพวกนี้หลายๆ ท่านเองคงอยากเปลี่ยนด้วยซ้ำ..."

เธอไปหยั่งรู้แทนพระองค์ท่านตั้งแต่เมื่อไหร่ / Anew

 
At December 4, 2004 3:46 AM, Anonymous Anonymous said...

>> ผมก็เป็นเหมือนคนไทยทุกคนที่เคารพรัก
>> ในตัวพระองค์ท่านและครอบครัวทุกท่าน

เป็นไปได้หรือเปล่าว่า ที่คุณเคารพรักท่าน
เพราะว่าคุณดูเห็นข่าวในพระราชสำนักทุกวัน?
หรือว่าเพราะว่าด้วยความสูงส่งของราชาศัพท์
มันทำให้คุณรู้สึกกตัญญูรู้คุณเวลาท่านแสดงพระน้ำใจให้

ผมว่าพิธีกรรมต่างๆ ที่รายล้อมนั้น ในบางเรื่อง
อาจมี่ความสำคัญไม่น้อยกว่าเนื้อในเสียอีก

-มะนาว

 
At December 4, 2004 4:27 AM, Anonymous Anonymous said...

กรณีระเบียบรัตน์ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในความเป็นหัวหลักหัวตอต่อความไม่รู้ของตัวหล่อนเอง ว่าก่อนจะเข้าวัดเข้าวานั้น อย่างน้อยก็ควรจะถอดหัวโขนเสร่อเสร่อและอัตตาสะแหลนสะแหลนของหล่อนวางกองไว้ข้างนอก แต่ก็ไม่คิดจะใยดีหล่อนมากไปกว่านั้น เพราะแต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่ออกมาจากคลังสมองของหล่อนนั้นมันช่าง make a scene ให้ชวน make a satire ซะเหลือเกิน ไม่ใช่เรื่องหัวเก่าหัวใหม่ เป็นเรื่องหัวหงอกหัวดำที่ไม่รู้กาละเทศะเสียละมากกว่า

กรณีราชาศัพท์นั้น ค่อนข้างเห็นด้วย แต่ถึงเราเองจะไม่ได้ต้องเข้าเจ้าเข้านาย แต่เรียนรู้ไว้ให้เข้าใจวิวัฒนาการของภาษาแห่งอุษาคเนย์อันอุโฆษเรืองนาม ก็ชวนให้สนานใจดีไม่ใช่น้อย

กรณีข่าวในพระราชสำนัก ค่อนข้างเห็นด้วยกับ paepae ว่า "เพื่อให้ 'ชาวไทย' ได้รู้สึก "ใกล้ชิด" กับราชวงศ์ตลอดเวลา ทุกความเคลื่อนไหว" ก็เพื่อพี่น้องร่วมชาติ ดูมั่งหลับมั่งก็ยังพอทน

กรณีขบวนเสด็จ ค่อนข้างเห็นด้วยกับ paepae เรื่องความปลอดภัย ก็เพื่อพี่น้องร่วมชาติ (มุขนี้อีกและ)นักการเมือง รัฐมนตรีที่ใช้งบ ใช้ตำรวจไปมองลูกหลานมันแดกเหล้าเคล้าดารา สะกิดบาทาชาวประชาเล่น ใกล้เลือกตั้งแล้วจับลูกหลานอยู่บ้านเสีย อย่าให้เราได้เอียนกับประโยคหาแดก "นี่เป็นการ discredit ของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม!" นอกเรื่องไปไหมนี่?

 
At December 4, 2004 12:12 PM, Blogger Mk said...

ก็ไม่ขอตอบอะไรครับ คิดว่าทุกคนมีเจตนาที่ดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแค่ผมรู้สึกว่าบ้านนี้เมืองนี้ 'เปลือก' มันเยอะไปเท่านั้นเอง แทนที่ข้าราชการจะเอาเวลาไปทำการทำงาน ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์ในภาพรวม ก็ต้องเสียเวลาครึ่งค่อนวันไปใส่ชุดขาวเข้าแถว นักเรียนแทนที่จะได้หยุดกับบ้าน ก็ต้องถูกเกณฑ์ไปเข้าแถวอะไรอย่างนี้ คิดว่าความจงรักภักดีคงไม่ได้วัดกันที่เรื่องพวกนี้เพียงอย่างเดียว

ส่วนพี่เป้กับขบวนเสด็จ เหตุผลด้านความปลอดภัยนั้นผมไม่ได้เขียนถึงแต่แรก เพราะว่าละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ

 
At December 4, 2004 2:50 PM, Blogger NOI said...

เหมือนๆ พยายามจะมีมุมมองที่กว้าง แต่ขาดมิติด้านลึกนะ

ไม่อยากจะพิมพ์อะไรต่อไปอีก แต่อยากแนะนำว่า ควรคิดใหม่ และไม่ควรเผยแพร่ความคิดเยี่ยงนี้ออกสู่สาธารณะ เพราะมันไม่เหมาะสม เนื่องจากเหตุผลที่ผมให้ไว้ในย่อหน้าแรกของความคิดเห็นนี้

 
At December 6, 2004 5:34 AM, Anonymous Anonymous said...

เห็นด้วยมากๆอย่างนึง คือ

ประเทศไทยมีเปลือกเยอะมาก ไม่พูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะนะ เพราะแค่ตัวสังคมเอง คนเราวัดกันที่เปลือกกันจริงๆ อาจจะเป็นเราแปลกก็ได้ แต่แค่รู้สึกว่าหายากมาก ที่จะเจอคนที่แคร์คนอื่นโดยไม่หวังอะไรตอบแทนเนี่ย compassion มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เอาเถอะ

Godspeed

 
At December 6, 2004 8:46 PM, Blogger bact' said...

แม้ผมจะเห็นด้วยว่า พิธี อาจจะเยอะไปหน่อย
แต่จากการได้เคยศึกษางานของพระเทพมาบ้าง
และโชคดีมีโอกาสเคยนำเสนองานให้ท่านชมสองครั้ง
ก็มีความรู้สึกว่าคนๆ นี้น่าเคารพ และก็รู้สึกว่าผมเต็มใจที่จะทำตามพิธีเหล่านั้น
(ถึงแม้ว่าผมจะใช้ราชาศัพท์แค่ตอนแนะนำตัว แล้วทูลขออนุญาตใช้ภาษาธรรมดาตอนเดโมก็เถอะ)

เหมือนๆ กับที่เราเคารพอาจารย์หรือใครก็ได้ที่เค้าดีๆ ทำนองนั้นแหละ
กู มึง ก็เอาไว้พูดกะเพื่อน คุณ ผม ก็ไว้กะเพื่อนร่้วมงาน พ่อแม่ก็อีกอย่าง ฯลฯ
ถ้าจะไม่เอาพิธีอะไรเลย ก็ใช้ให้เหมือนๆ กันหมดไปทุกคนซะ

เข้าบ้านใคร บ้านนั้นก็มีพิธี
แค่ตัวผมคนธรรมดาๆ เดินเข้าห้องผมไม่ยอมถอดรองเท้า ผมก็ยังไม่ค่อยถูกใจเลย

ถือของหนักๆ มาสองมือ เดินผ่านอาจารย์ที่ผมเคารพ ผมก็ยอม'ไม่สะดวก' ที่จะวางของลงแล้วไหว้
รอบตัวเราทุกวัน ก็มีแต่เรื่องไม่สะดวกทั้งนั้น คนนั้นคนนี้ในชีวิต
แต่ตอนเราทำเราไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องไม่สะดวก ก็เพราะเราเต็มใจจะทำ เพราะเรารู้สึกดีที่จะทำ

----

ส่วนเรื่อง การเสด็จเป็นการส่วนพระองค์
ในเรื่องการฑูต การไปเยี่ยมแบบไม่เป็นทางการนี่แหละ ที่ได้งานเยอะสุด
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ คณะรัฐบาล ราชการ หรือแม้แต่บริษัทห้างร้าน
(ไม่งั้นเค้าไม่มี "งบ entertain" กันหรอก)

และถ้ากรณีพระเทพกับฟ้าหญิงแล้ว
การไปเสนอผลงานในการประชุมวิชาการต่างๆ ก็เป็นการเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เหมือนกัน ไม่ได้ไปเที่ยว

----

พบหญิงถูกใจ อย่าไปอิดออด ให้รีบ approach
"นี่เธอ เราอยากให้เธอเป็นแม่ของลูกเรา เรามาผสมพันธุ์กันเถอะ"
แบบนี้ก็ดูมี ผลิตภาพ (productivity) เยอะดี

 
At December 7, 2004 1:39 PM, Blogger NOI said...

โอ้ .. ไว้ขอยืมบทพูดของคุณ bact` ไปใช้บ้างนะครับ ชอบจัด :D (ว่าแต่ผมจะโดนตบมั๊ยนะ)

 
At December 10, 2004 12:21 PM, Blogger Pompoko~Luv~U said...

เราว่า ที่ท่านไปเที่ยวแล้วให้กล้องถ่ายกลับมาน่ะ
เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ประเทศต่างๆที่ท่านเสด็จไปอ่ะ
เป็นความรู้ดีออก

เอ่อ....แต่เราชื่นชมแค่ ในหลวงกับพระเทพน่ะนะ

 
At March 7, 2005 9:49 PM, Blogger fat dog father said...

พูดได้คำเดียวว่า ไม่นึกว่าจะมีความคิดเลวๆ แบบนี้...

ที่เีขียนมาก็ไม่เคยได้ศึกษาและค้นหาความจริงเลย สักๆ แต่
ว่าคิดและเขียน สมควรแล้วที่จะโดนน้องฝ้ายมันชกเอา

เรื่องอย่างนี้คิดได้ คุยในกลุ่มปิดได้ แต่ห้ามเอามาเขียนแบบ
นี้

ไม่คิดว่าจะเป็นไอ้โง่ได้ขนาดนี้ อีนังคนก่อนหน้าก็เลว นึกว่า
เขียนแล้วดูดีหรือไง

พระองค์ท่านอุตส่าห์เสียเวลา เสียสละเวลาส่วนพระองค์เพื่อ
มาพระราชทานปริญญาบัตรให้พวกมึง ถึงแม้จะต้องทน
อยู่หลายชั่วโมง ไม่เคยสำนึกบุญคุณเลย ยังมีอีกหลาย
เรื่องที่ถ้าไม่ได้พระองค์ท่านแล้วหล่ะก็ ที่ซุกหัวนอนจะมี
อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้

เลวจริงๆ

 
At July 16, 2005 10:41 PM, Anonymous Anonymous said...

เห็นด้วยกับ Mk ครับ แต่ผมนับถือคนที่ คุณธรรม ตอนนี้อาจจะยังพอทนดูข่าว 2 ทุ่มได้ ยังพอรอรถติได้ แต่หลังจากนี้ไม่แน่

ผมว่าเรื่องข่าวเป็นเพราะว่ากลัวคนลืมสถาบันอ่ะ แต่ถ้าดีจริงใครๆก็รัก

ราชาศัพท์ มันก็นะ.. ยกให้เพราะเป็นเอกลักษณ์ ประเทศไทย

ส่วนเรื่องกันถนนก็แหม ประเทศนี้ของเขานี่ เราแค่ขอมาอาศัยทำงานเสียภาษีตอบแทนค่าที่อยู่แล้วกัน แต่คนเกรงใจยอมมีคนเต็มใจยอมครับ

 
At November 28, 2005 6:24 AM, Blogger dogdoy said...

ผมว่าคุณ Mk ดูจะอินไปกับสังคมตะวันตกเกินไปหรือเปล่าครับ ที่ทุกๆคนเท่าเทียมกัน ไม่มีเรียกว่าลุง ป้า น้า อา แต่เรียกชื่อกันเฉยๆ
ผมว่ามันต่างกันมากครับ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ต่างทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติมากมายครับ ทำให้ประชาชนเทิดทูน จงรัก
เหมือนกับที่เรานับถือคนเก่งๆคนนึง

แต่ก่อนผมเองก็ไม่ชอบพวกพระราชกรณียกิจตอน๒ทุ่มเหมือนกันครับ
แต่ผมว่าประชาชนส่วนใหญ่เค้าอยากดูนะ ให้ได้รู้ว่าท่านได้ทำอะไรบ้าง

ผมอยากให้คุณMk ค่อยๆคิด พิจารณาดูดีดี ไตร่ตรองดูก่อนที่จะพูดอะไรแนวนี้นะครับ

ผมว่ามีวัยรุ่นที่เห็นด้วยกับคุณMk เยอะเลยหล่ะ แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคุณแน่ๆครับ

อยากให้คุณMk ลองศึกษาโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่านดูครับ ผมว่าเราโชคดีมากๆที่ได้มีพระองค์ท่านอยู่คู่บ้านเมืองเรา

 
At September 3, 2007 11:12 PM, Anonymous Anonymous said...

ไม่น่าเกิดเป็นคนไทย

 
At September 7, 2007 10:33 PM, Anonymous Anonymous said...

ความเห็นอย่างนี้นะครับ แนะนำว่าควรทำเรื่องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ต่างประเทศกันทั้งตระกูลครับ เกิดมาบนแผ่นดินไทยได้ยังไงเนี่ยะ หัดมองย้อนไปถึงอดีตนะครับ ว่าถ้าไม่มีระบอบกษัตริย์ คุณจะได้มานั่งพิมพ์ความชั่วในความคิดเห็นของคุณหรือเปล่า

 
At September 7, 2007 11:27 PM, Anonymous Anonymous said...

ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณ Mk คุณยังเป็นคนไทยอยู่หรือปล่าว ไม่มีความรักในชาติและสถาบันสูงสุดของแผ่นดินเลย พระองค์ท่านประคับประคองประเทสให้พ้นวิกฤติต่างๆมาหลายครั้งหลายคราคุณไม่เคยทำได้แบบพระองค์ท่านแล้วคุณมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้คุณควรย้ายออกจากประเทศไทยและเปลี่ยนไปขอสัญชาติๆใดชาติหนึ่งในโลกนี้ที่คุณคิดว่าสมบูรณ์แล้วในประเทศนั้นๆได้เลยนะ อย่ามาแสดงความโง่ให้คนอื่นๆเห็น ขอบอกได้เลยว่าคนไทยรุ่นเก่าๆไม่เห็นด้วยกับคุณหรอกนะ ฉันอาศัยอยู่ต่างประเทศมานานฉันก็ยังรักประเทศของฉันและพระองค์ท่านทุกพระองค์นะขอบอกให้รู้เอาไว้

 
At September 8, 2007 5:33 AM, Anonymous Anonymous said...

เสียชาติเกิดมาเป็นคนไทย เขียนหนังสือไทย พูดภาษาไทย แต่ต่อจากนี้ไปจงไปตายที่ประเทศอื่นดีกว่ามั้ง แผ่นดินไทยในพระบรมโพธิสมภาร ยังมีภาระต้องดูคนไทยดีๆที่รู้สำนึกในพระคุณอีกมากมาย คุณน่ะไม่มีค่าพอที่จะตายในประเทศไทยหรอก

 
At September 8, 2007 3:18 PM, Blogger Cocktail said...

This post has been removed by the author.

 
At September 10, 2007 5:54 PM, Anonymous Anonymous said...

เราไม่เห็นด้วยกับบทความนี้นะ หนึ่งมองว่าจากการบรรยายของคุณ อังกฤษคำ ไทยคำ คุณคงน่าจะเรียนเมืองนอก รวมถึงการเปรียบเทียบวัฒนธรรมด้วย คุณคงไม่ใช่คนไทย 100% (อันนี้หมายถึงหัวใจนะ ไม่ใช่แค่สัญชาติ )การแสดงออกซึ่งสิ่งต่างที่เรามีต่อพระมหากษัตริย์ คือการบ่งบอกถึงความเคารพ ศรัทธา ให้เกียรติ ประเพณี คือประเพณี ถ้ามันบ่งบอกึงความเป็นโคตรเหง้าของคนไทย มันก็คืออย่างนั้น ถ้ามันไม่เหมาะสมจริง คงมีคนออกมาแสดงกระทู้อย่างนี้มากเหมือนกัน หรือไม่ คงไม่มีภาพคนไทยแห่กันใส่เสื้อเหลือง ไปยืนรอเฝ้าเสด็จนับล้านเมื่อวันฉลองราชสมบัติ (ซึ่งดิฉันคิดว่าคุณเองคงไม่ใช่คนที่ใส่เสื้อเหลือง และคุณคงไม่ใช่หนึ่งในล้านคนที่ภาพครั้งนั้น) แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ หรือ วันอื่นก็ได้ที่คุณต้องการใส่ คุณยืนเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ด้วยความตื้นตันใจทุกครั้งก่อนคุณจะดูภาพยนต์ คุณคงต้องถามตัวเองใหม่ว่าประเทศนี้เหมาะสมที่คุณจะมาอยู่หรือเปล่า ถ้าฝืนก็ไปอยู่ที่ๆคุณเคยอยู่ดีกว่ามั้ย แล้วลองไปเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเพณีของคนส่วนรวมของประเทศอื่นให้เหมาะกับคุณจะดีกว่า

 
At December 18, 2007 2:15 AM, Anonymous Anonymous said...

ราชาศัพท์ : แบ่งชนชั้น ป่าเถื่อน ล้าหลัง

ข่าวในพระราชสำนัก : ล้างสมองประชาชน

ขบวนเสด็จ : เกะกะ รกถนน ผลาญน้ำมัน ผลาญทรัพยากรณ์ชาติ เงินภาษีประชาชนทั้งนั้น

ตาสว่างซักทีเถอะพวกหมารับใช้ทั้งหลาย

 
At October 22, 2008 4:33 AM, Anonymous CHANGE said...

เห็นด้วยกับ PaePae นะ แต่ขอเสริมหน่อยว่า

>> ราชาศัพท์เนี่ย.. ถ้ามองในแง่แบ่งชนชั้น มันก็คงให้ผลลบอย่างเดียว.. แต่ถ้ามองในแง่ความรู้ทางภาษาศาสตร์ล่ะ?
ถ้าเด็กไทยสมัยนี้ไม่ได้เรียนราชาศัพท์ ต่อไปจะมีนักประวัติศาสตร์ไหม? จะมีใครอ่านหนังสือจดหมายเหตุรู้เรื่องไหม? จะมีใครอ่านวรรณคดี แต่กลอนไหม?
อาจจะมองว่าเรื่องพวกนี้ไร้สาระนะ.. แต่ภาษาก็คือสิ่งที่ใช้ในการสื่อสาร และถ้าใช้เป็น มันจะเป็นเครื่องมือที่จรรโลงสังคมได้เช่นกัน
ส่วนตัวแล้ว เรามองราชาศัพท์ว่า เป็นเสมือนแขนงวิชาภาษาศาสตร์ ที่ว่าด้วยรากศัพท์ต่างๆ ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
อีกทั้งราชาศัพท์ เปรียบเสมือนคำพูดที่สุภาพไพเราะ...
เวลาคุยกับเพื่อนๆ น่ะ เราคงใช้คำพูดแบบกันเอง กูๆ มึงๆ กันได้.. แต่ถ้าเราติดต่องาน คุยกับลูกค้า หรืออยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง คำพูดที่ไพเราะเสนาะหูย่อมสร้างความประทับใจได้ดีกว่า...
สรุปแล้ว..
เรื่องของการใช้คำราชาศัพท์ เราเห็นด้วยที่จะให้ยังคงมีใช้อยู่ แต่ไม่จำเป็นที่ต้องซีเรียสจะเป็นจะตายเมื่อมีการใช้ผิด.. ถ้าใช้ผิดก็แค่ตักเตือน ไม่ใช่รุมประนามหรือกะจะเอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง...

>>ข่าวในพระราชสำนัก
เรามองว่าเหตุผลที่จำเป็นต้องมี ก็เพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ เพราะถ้าไม่มีข่าวในพระราชสำนัก ประชาชนจะรู้ไหมว่า สถาบันกษัตริย์ของเราทำหน้าที่อะไรบ้าง?
อีกทั้งเป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้วย...
.. และเพราะมีการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ทำให้ประชาชนทั่วไป ได้รู้ว่า เพื่อนร่วมชาติของเราประสบปัญหาอะไรบ้าง และสถาบันกษัตริย์ ได้เข้าไปช่วยเหลืออย่างไร
... ที่จริง.. ในแง่ของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องที่น่ะ ควรเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารของบ้านเมืองเรามากกว่า ซึ่งถ้านักการเมืองบ้านเราทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง... สถาบันกษัตริย์ก็คงไม่จำเป็นต้องเข้ามาช่วยแก้ไข.. แต่ว่า.. ที่ผ่านมา เราเห็นแต่การเมืองที่เอนเอียง การเมืองแบบแก้แค้น ที่ว่า สส.จะไม่สนใจช่วยเหลือเขตที่ไม่ได้เลือกพวกเขา... ท้องที่ที่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกับรัฐบาล พอประสบปัญหา จะร้องทุกข์ดังแค่ไหนรัฐบาลก็หูตึง... แต่พอสถาบันกษัตริย์ยื่นมือเข้าไปช่วย และยิ่งออกข่าวในพระราชสำนัก ก็คล้ายกับการโปรโมทโฆษณาที่คนทั่วไปได้เห็นได้ดู บริษัทเอกชนให้ความช่วยเหลือ อาจจะทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท.. ข้าราชการชั้นสูงก็เข้ามาสนใจ .. แม้ว่าอาจจะทำเพราะประจบประแจง.. แต่ที่สุดแล้ว ใครที่ได้ประโยชน์ ... ก็ประชาชนที่ประสบปัญหานั้นแหละที่ได้ประโยชน์...

>> ขบวนเสด็จ
เคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง.. ในหลวงท่านทรงไม่เห็นด้วยกับการปิดถนน เพื่อขบวนเสด็จ.. แต่.. เหตุผลสำหรับราชองครักษ์นั้น มันคือความจำเป็นในแง่ของการรักษาความปลอดภัย...
ตอนแรกๆ เราก็ไม่ค่อยชอบใจหรอกที่ทำไมท่านเสด็จทีต้องปิดถนนทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งที่เดินรถทิศทางเดียวกันหรือตรงข้ามกัน... กระทั่งสะพานลอยก็ไม่ให้เดินข้าม... ริมฟุตบาทก็ไม่ให้เดินลงมา ทั้งๆ ที่อยากรับเสด็จ...
แต่พอมองในแง่ของความปลอดภัย... มันเป็นสิ่งที่จำเป็นนะ
มันคือการลดความเสี่ยง...
บนสะพานลอย หรือบนเส้นทางเดินรถที่ไม่ว่าจะทิศทางเดียวกัน หรือทิศทางสวนกัน.. มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะกระทำการใดๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อท่าน... ขนาดแค่ขว้างหินใส่รถที่วิ่งไปมา ยังมีอันตรายถึงชีวิตกันได้เลย...

...
คือ.. จากที่อ่าน entry นี้นะ.. เราคิดว่า คุณ Mk แวบหนึ่ง อาจจะเคยนึกสงสัยหรือเปล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสถาบันกษัตริย์หรือไม่?
คำถามนี้อาจจะแรงเกินไป เกินกว่าจะคุยกันในพื้นที่ประเทศไทยหรือเวปไซท์ที่สังกัดประเทศไทยได้... แต่เราคิดว่าเป็นคำถามที่เกิดในใจใครต่อใครหลายคน และเราเองก็เคยสงสัยเช่นกัน..
แต่.. เราได้คำตอบแล้วว่า.. จำเป็น...
ตราบใดที่ประชาชนทุกคนไม่ได้รับความรู้ การศึกษาเท่าเทียมกัน ไม่ได้รู้ถึงสิทธิหน้าที่ที่ตัวเองพึงกระทำ พึงได้ พึงมี พึงปกป้อง... คนที่มีความรู้น้อยกว่า ย่อมโดนคนที่มีความรู้มากกว่าเอาเปรียบตลอดกาล ซึ่งในแง่นี้ ทำให้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เราคิดว่าสถาบันกษัตริย์ยังคงจำเป็นอยู่ เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยทุกคน

ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมบางอย่าง อาจจะดูเก่า ดูล้าสมัย และเห็นว่า ควรจะยกเลิกนะ.. แต่ถ้าคิดจะยกเลิก ก็ขอให้เข้าใจในเหตุผลการเป็นไปของวัฒนธรรมนั้นก่อน และพิจารณาผลต่อเนื่องด้วยว่า ถ้ายกเลิกไปแล้ว จะมีผลเสียอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้าง...

 

Post a Comment

<< Home