Mk's Blog

Disclaimer: This is private blog

Thursday, May 25, 2006

Blogging from Office 2007

ทดสอบเขียนบล็อกจาก MS Word 2007 Beta 2

Wednesday, December 08, 2004

ย้ายแล้ว

เคยคิดจะทำเว็บ portfolio ของตัวเองมานาน เมื่อเกิดเหตุการณ์หลายอย่างรวมๆ กัน เลยได้โอกาสทำซักที
ดังนั้นต่อไปจะย้ายไปเขียนที่นั่นที่เดียวแล้วนะครับ
isriya.com

คำเตือน: เว็บไซท์ข้างต้นเต็มไปด้วยแนวคิดทางการเมืองหลายอย่าง อ่านได้ในบล็อกอันแรกสุด ถ้ารับไม่ได้ก็ขอให้

  1. ทำการลบ memory cache
  2. ทำการลบ disk cache
  3. เคลียร์ History
  4. เคลียร์ URL bar
  5. และลืมมันไปจากสมองซะนะครับ
คราวที่แล้วผมพลาดไปแจก url แถม feed และลิงค์กันมั่วไปหมด คราวนี้ตั้งเงื่อนไขและ disclaimer อย่างชัดเจนแล้ว ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้านะครับ ไปทะเลาะกันมันไม่สนุกหรอก

Saturday, December 04, 2004

public

กำลังคิดว่าที่นี่มัน public มากไป แสดงความเห็นอะไรไม่สะดวกอย่างใจนึก อย่างน้อยก็เรื่อง sensitive อย่างตากใบ หรืออันข้างล่างนี้

แต่ผมก็ยังหาคำนิยามที่ดีของ public ไม่ได้ ไม่รู้เส้นแบ่งระหว่าง public กับ private อยู่ตรงไหน ของเราสองคนเหมือนกันหรือเปล่า ถ้ายึดแค่ว่าอยู่บนอินเทอร์เน็ตก็ public มันก็ไม่น่าใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงต้องใส่ .htaccess กับทุกเนื้อที่ที่มีในครอบครอง

ขอหยุดซักระยะ คิดหน่อยว่าจะทำยังไงต่อไป
ขอบคุณที่ติดตามมานาน

120 millions

เคยคิดว่ามันตลก ไร้สาระ
แต่มาคิดดูดีๆ นี่คือสุดยอดกลยุทธทางการตลาด จากทีมงานเดียวกันที่ทำให้พรรคอะไรก็ไม่รู้ ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

3 ล้านคนใต้ จะซาบซึ้งกินใจยังไง ก็ช่างเค้าเหอะ
ในเมื่อกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัส 120 ล้านแผ่นรวมใจคนอีก 62 ล้าน ให้มาสนใจเรื่องนี้ได้

คุ้มชิปหาย

ข่าว

เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมไทยรัฐต้องลงข่าวมะละกอลูกดก เต่าพูดได้ แต่คิดว่าตอนนี้เข้าใจแล้ว

  • ข่าวตากใบ ทำให้สว. ต่อยกัน
  • บุชกับแครี ทำให้อเมริกาแบ่งเป็นสอง
  • ข่าวบุกยึดฟัลลูจาห์ อิสลามแถวๆ นี้ก็เดือด
ในขณะที่
  • จอยเลิกกับชาคริต แฟนละครไม่ต่อยกัน (พวกที่อยากให้เลิก กับไม่อยาก)
  • รูนีย์พุ่งล้ม เชื่อว่าถ้าไม่ใช่ฮูลิแกน แฟนผีกับปืนไม่ต่อยกันให้เจ็บตัวฟรี
  • เศษเครื่องบินตกใส่รถ ทำให้คนไทยรวมกันทั้งชาติไปด่าคาเธย์แปซิฟิก
คิดว่าอย่าเสียใจไปเลย ถ้าคนรู้จักดูอะคาเดมีแฟนตาเซีย แทนคุยกับสนธิ บางคนอาจไม่รู้จักสนธิ แต่บางคนอาจคิดว่าดูไปก็เปลืองหัว ดูเดอะสตาร์ดีกว่า ผมชักเริ่มรู้สึกเหมือนกัน

ตอนนี้เลยคิดว่าเงิน 40 บาทในกระเป๋า ซื้อบูมน่าจะคุ้มกว่ามติชนสุดสัปดาห์ อย่างน้อยซาสึเกะหนีไปได้ บ้านเมืองก็ยังสงบสุข

Friday, December 03, 2004

Traditional?

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าอันนี้แรง และเสี่ยงจริงๆ (อาจหัวขาดได้)
จริงๆแล้วพยายามจะแบ่งเอาเรื่องคอมมาเขียนที่นี่ เรื่องทั่วไปเขียนที่ exteen แต่วันนี้ไม่กล้าไปเขียนที่นั่นเพราะกลัวเว็บโดนปิด เดี๋ยวน้องเค้าซวย เขียนที่นี่ก็ให้ Blogger โดนปิดไปละกันช่างมัน

เริ่มละนะ

ถ้าใครอ่านมานานจะรู้ว่าผมก็เป็นหัวใหม่คนนึงที่ค่อนข้างแรงเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นจากบล็อกเก่าๆ กรณีระเบียบรัตน์ กับชาวเชียงใหม่เป็นต้น ซึ่งงานนั้นผมก็เห็นด้วยกับระเบียบรัตน์เต็มที่เรื่องห้ามผู้หญิงเข้าเจดีย์ และเข้าอกเข้าใจรวมถึงสงสารเค้าอย่างยิ่ง เพราะเค้าเจอปัญหาเดียวกับผม นั่นคือ ความคิดหัวใหม่ต้องไปปะทะกับกำแพงยักษ์ที่ชื่อว่าวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

จำได้อีกว่าเคยถกกับพี่เทพในคอมเมนต์ในบล็อกนั้นล่ะ (รวมถึงพี่จอยด้วย) ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามนั้น มักจะแฝงมาด้วยกุศโลบายบางอย่างที่คนยุคก่อนหวังไว้ ซึ่งถ้ามันดีจริง ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่จุดปัญหาอยู่ที่ว่าคนยุคนี้มักลืมไปแล้วแหละว่าจุดหมายจริงๆ คืออะไร เอาแต่ยึดถือตัวกรอบประเพณีนั้นเท่านั้น

เรื่องในวันนี้เซนสิทิฟมากในสังคมบ้านเรา ผมเชื่อว่าโพสต์พันทิพคงโดนลบภายในสิบวิเลยล่ะ

เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ

ออกตัวอีกรอบว่าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นอะไรทั้งสิ้น ผมก็เป็นเหมือนคนไทยทุกคนที่เคารพรักในตัวพระองค์ท่านและครอบครัวทุกท่าน

แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้กลับเป็นตัวประเพณีรายรอบเหล่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นแค่เปลือกที่คอยห่อหุ้มไว้เท่านั้น ไม่มีใครสนใจจุดมุ่งหมายของมันจริงๆ อีกแล้ว แต่เปลือกเหล่านี้กลับทำให้ชีวิตประจำวันเราต้องลำบากขึ้นอีกแยะ

ตัวอย่างแรกคือราชาศัพท์ที่สืบมาแต่ยุคขอม จุดมุ่งหมายจริงๆ คือยกระดับของพระราชาให้เท่ากับเทพเจ้า จึงต้องมีคำพูดและวิธีการปฎิบัติตัวให้แตกต่างออกไป เพื่อแสดงฐานะพิเศษ แต่มาถึงยุคอเมริกันแบบทุกวันนี้ ราชาศัพท์มีคนพูดแค่ตอนข่าวในพระราชสำนักเท่านั้น กับอยู่ในแบบเรียนให้เด็กไทยท่องไปเสียเวลาเปล่าว่า กิน ต้องเรียกว่า เสวย (มีใครเรียนจบไปได้ใช้มั่ง) ผู้ประกาศข่าวต้องลำบากอ่านให้ถูกต้องแถมต้องสอบอีกตะหาก ผมยังไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ของราชาศัพท์ยุคปัจจุบันเลย ว่ากันจริงๆ ในพระราชวังสวนจิตรก็คงไม่มีใครพูดหรอกครับ มันเป็นวิธีการสื่อสารที่ ineffience มาก หลายคนคงอยากเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องแบบนี้บ้านเราพูดไม่ได้

ตัวอย่างถัดมาคือข่าวในพระราชสำนักนี่ล่ะ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบังคับมีทุกวันตอนสองทุ่ม พร้อมกันทุกช่องอีกตะหาก ถ้าเป็นพระราชพิธีสำคัญจริงๆ ก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องบางท่านเสด็จฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งแปลแบบบ้านๆ ว่าไปเที่ยว ทำไมต้องตามไปถ่าย ส่งช่างกล้องไป ผู้สื่อข่าวไป เปลืองตังค์ประเทศชาติเปล่าๆ ท่านเองก็คงรู้สึกเซ็งๆ ที่จะเที่ยวทั้งทีต้องมีคนตามไปเป็นฝูง รู้จักมั่งหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ อันนี้ก็ไม่ทราบจริงๆ ว่ามีกฎหรือเปล่าที่ข่าวต้องมีตอนสองทุ่ม หรือว่าเป็นแค่สิ่งที่ต้องรู้?

ตัวอย่างสุดท้ายคือขบวนเสด็จครับ เคยเจอปัญหาขึ้นสะพานลอยไม่ได้เวลามีขบวนมั้ยฮะ ผมเห็นด้วยที่ไม่ให้ข้าม (ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่หลวงพ่อคูณไม่เหยียบกระเป๋าตังค์) แต่เห็นด้วยในกรณีที่ตัวจริงเสด็จเท่านั้น ผมคาใจมาหลายปีแล้ว ว่าวันเฉลิมที่มีสวนสนามทีไร แล้วรถขนทหารที่ขนรูปมาด้วยขับผ่าน (โดยเฉพาะผ่านเกษตรเพราะอยู่ติดกับทหารตรงบางเขน) ต้องห้ามขึ้นสะพานลอย มันเป็นอะไรที่เปลือง productivity เป็นอย่างมาก (ถ้าวันหลังขนรูปด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน คงห้ามเดินเลยสินะ) ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ

ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะรู้ว่ามันทำไม่ได้ มาบ่นเฉยๆ
คิดว่าเรื่องพวกนี้หลายๆ ท่านเองคงอยากเปลี่ยนด้วยซ้ำ แต่ติดด้วยเหตุผลที่ว่า ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เท่านั้นล่ะ

Thursday, December 02, 2004

The Incredibles!

เพิ่งกลับมาจากเมเจอร์รัชโยธิน สุเมธชวนไปดู Incredibles รอบแรกสุดของวันแรกสุดมา สนุกมากๆ ไม่ควรพลาด เผอิญขี้เกียจเขียนรีวิวแล้วยกมาให้จากบล็อกอีกอันของผมละกัน

I just came back from Major Cineplex.

Pixar's new title "The Incredibles" is incredible! It must be very hit movie as Finding Nemo. The story is about heroes forced by society to live as ordinary people but he always misses the past glorious day. Pixar's graphic is the best as usual, the story is great, the action is cool and finally it is quite hilarious. Everyone shouldn't miss it.

from Bangkok Metroblog


The Fellowship Returns

จากตอนที่แล้วที่ไปวิจัยเบียร์กัน คณะ Fellowship ก็หายสาปสูญไปหลายเดือน เนื่องด้วยภาระทางครอบครัวของสมาชิกบางท่าน ตอนนี้พวกเค้ากลับมากันแล้ว มาตะลุยกินดื่มทัวร์จากสยามถึงเพชรบุรีกันดีกว่า

แนะนำสมาชิกก่อนนะครับ ทีมงานเดิมยืนพื้นด้วยวิศวะหนุ่มสามสถาบัน แถมเสี่ยวิศวะมหิดลสุดหล่อไปทำรีบอนดิ้งมาอีกตะหาก หล่อเพิ่มขึ้นหลายโหล (เดิมทีมันไปดัดหัวอะโฟรมาครับท่าน) นอกจากสามตัวนี้แล้วก็มีสมาชิกหน้าใหม่เพิ่มเข้ามา เริ่มจากนายพิเชดพง JC TU ยังไม่มีแฟน (สาวคณะนี้สวย) นายสิระ บัญชี TU แฟนชื่อน้องพลอย (สาวคณะนี้สวยกว่า) และสุดท้ายนายตั้ม รัดสาด TU (สาวคณะนี้สวยเหมือนกัน แต่คณะตะกี้สวยที่สุด - ทำไมมีแต่ TU วะ) ความสามารถพิเศษคือสามารถวิ่งได้ 19 กิโลเมตรติดต่อกัน และถ้านับระยะเวลาก็ชั่วโมงครึ่งแบบไม่ต้องพัก เขายังจะจัดงาน T.Day ฉลองครบอายุสองรอบแห่งการเป็นโสด (24th year of virgin) ในปีหน้านี้

เราเริ่มกันจากสยามเซ็นเตอร์ครับ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ZEN ที่ชั้น 4 นั่นเอง ไม่ได้ไปกินปลาไหลย่างซีอิ๊วหรอกฮะ เราไปนั่งกันอยู่หน้าร้านต่างหาก จากประสบการณ์ของอ.ตั้มพบว่า เป็น Hotspot ที่สาวๆ จะเดินผ่านเยอะเนื่องจากตรงนั้นมันมีร้านเสื้อผ้าอยู่น่ะเอง ถ้าใครไม่เคยแนะนำให้ลองไปนั่งดู จะได้ความจริงที่ว่า ร้านเสื้อผ้าแบบนี้มีสาวๆ เดินเข้ามากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ! อ.ตั้มยังไม่ธรรมดาคนไหนแฟนไม่หล่อเดินผ่าน เหลียวหลังไปแป๊บนึงยังไปแอบด่าแฟนเค้าอีกตะหาก (ขอเซ็นเซอร์คำด่าไว้ ณ ที่นี้)

หลังจากนายพิเชดพงตามมาแล้ว คณะ Fellowship ก็ไปหาข้าวกินกันที่สยามสแควร์ครับ ร้านโปรดของนายสิระคือร้านเกี๊ยวกุ้งตรงเกือบติดคณะเภสัชนั่นแหละ ที่อยู่ข้างๆ ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม กับยำแซ่บ (มาสยามทีไรก็กินแต่ร้านนี้ชักเริ่มเบื่อเหมือนกัน) อาหารก็ไม่มีอะไรพิสดารหมี่เกี๊ยวกุ้งธรรมดา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกี๊ยวกุ้งร้านนี้มันอร่อยจริงๆ ข้อเสียที่สำคัญคือแพง chip หายเลย 40 บาทได้เกี๊ยวสองลูกเอง Mk กินหมี่เกี๊ยวไปชามก็พบว่ามันไม่อิ่ม สั่งโกยซีหมี่มากินต่อก็งั้นๆ สุดท้ายมื้อนี้หมดไปเกือบร้อย

เมื่อท้องอิ่มแล้วก็เดินทางสู่จุดหมาย Central World Plaza เราก็เดินกันจริงๆ อย่างว่าลัดเลาะผ่านสยามพารากอน ที่กำลังสร้าง ถัดจากนั้นก็เป็นวัด (ไม่รู้ชื่อ บ้านนอกอะ) และตึกสำนักงานใหม่หนึ่งหลัง ก่อนจะเข้าไปถึง Central World ฝั่ง ZEN ที่กำลังปรับปรุงสถานที่อยู่ บริเวณใต้รางรถไฟฟ้าจากสยาม ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงชิดลม เค้ากำลังทำถนนช้อปปิ้งลอยฟ้ากันอยู่ คงอยู่ในแผนรวมถนนสุขุมวิทช่วงนั้นให้เป็นเหมือน Oxford Street หรือ Orchard Road โดยสมบูรณ์

ที่ Central World Plaza เราก็ปล่อยให้นายตั้ม ผู้นำคณะในวันนี้ไปเข้าห้องน้ำก่อน ด้วยสาเหตุที่ว่ายำแซ่บที่กินไปตอนบ่ายทำพิษ แล้วก็เข้าสู่เมนคอร์สกันซักที เบียร์การ์เด้นที่เรามาวันนี้เปิดแล้ว ไม่มีอาการงืดเข้ามารบกวน จากการตัดสินใจของนายสิระในที่สุดเราเลือก Hineken ตามคาด ปรากฎว่าปีนี้ Hineken ปรับพื้นที่ใหม่สามารถขึ้นไปนั่งกินบนชั้นสองของ CWP ได้ อู้ว นอกจากนั้นวันนี้ยังเป็นวันแรกที่เปิดชั้นสองอีกตะหาก โอ้วๆ แต่คณะ Fellowship ตัดสินใจนั่งข้างล่างเพราะคาดว่าขึ้นไปข้างบน ก็คงต้องเดินลงมาใหม่เปลืองพลังงาน พอนายสิระหัวหน้าฝ่ายสถานที่เดินไปบอกว่าจะเอาสองโต๊ะเจ็ดคน พนักงานก็มองหน้าแล้วบอกว่า "เอ่อ พื้นที่ตรงนี้เป็นของห้องอาหารวิจิตรนะครับ ลานเบียร์ต้องฝั่งซ้าย" เราก็เดินกลับออกมามองหน้ากัน ดูสภาพลานเบียร์ฝั่งซ้ายพบว่ามันไม่มีที่นั่ง ก็เลยเดินกลับเข้าไปใหม่บอกพนักงานอีกคนแบบเดิม พนักงานคนใหม่ก็มองหน้าแล้วบอกว่า "เอ่อ พื้นที่ตรงนี้เป็นของห้องอาหารวิจิตรนะครับ ลานเบียร์ต้องฝั่งซ้าย" (มึงซ้อมกันมาพูดรึไงเนี่ย) นายสิระเริ่มจะฉุนเพราะคิดในใจว่ากูเอาเงินมาจ่ายมึงนะเว้ย ยังมากั๊กที่อีก เลยฮึ่มฮั่มนิดหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทีมงานก็ได้โต๊ะด้วยดี

เนื่องจาก 4 คนที่ไปล็อทแรกมีนายสิระกับนายตั้มกินบาคาดี้รสเลมอนขวดละ 70 บาท เนื่องจากเด็กเชียร์สวย พอบาคาดี้มาถึงโต๊ะเด็กเชียร์รินใส่แก้วไวน์มีขาให้อย่างดีทำเอานายสิระกินไม่ลง เพราะปกติก็กระดกๆ เอา ใส่แก้วหรูเกินกินไม่เป็น พิเชดพงกับ Mk สั่งเบียร์มาหนึ่งเหยือก เหยือกละ 150 บาท นายตั้มเริ่มหิวสั่งยำกุ้งฟู กับยำถัวพลูมากิน พร้อมข้าวเปล่า ก็ยังไม่อิ่มสุดท้ายสั่งข้าวหมูอบมาอีกหนึ่งจาน (นี่มึงมากินข้าวเหรอเนี่ย)

พอวิศวะอีกสองสถาบันตามมาเราก็เริ่มนั่งชิวกันตามประสา Fellowship ที่แยกทางกันไปนาน คุยไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรทำมาก สิ่งที่พลาดที่สุดที่ลานเบียร์ของไฮเนเก้นเล่นแจ๊ซครับ ทุกคนเกิดอาการหูไม่ถึงฟังไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายนายสิระเริ่มมองหากระดาษเพื่อเขียนไปขอเพลง 'รักคนมีเจ้าของ' แทน มันบอกว่าฟัง RS ยังจะดีกว่า

สุดท้ายห้าทุ่มก็เช็คบิล หมดไป 1060 บาท service charge ตั้ง 10% แน่ะ บริกรหน้าเป็นตูดแบบนี้ก็ไม่ค่อยอยากให้เลยเนาะ

ยัง ยังไม่หมด Fellowship คณะนี้กินเหล้าไม่ค่อยเก่งแต่กินข้าวเก่งชะมัด ชาวคณะก็ทำการเดินด้วยเท้าไปยังหัวมุมถนนเพชรบุรี เพื่อกินข้าวมันไก่ประตูน้ำ กันอีกคนละจาน ก็อร่อยพอสมควรสมชื่อเสียงที่มีมา แล้วก็แยกย้ายกันกลับจบการทัวร์ตระเวณ dag ในวันนี้ครับผม

วันนี้วันเกิดนาย Jonin ก็ขอ Happy Birthday มา ณ ที่นี้ ส่วนคืนนี้จะไปตระเวณที่ไหนกันต่อ พรุ่งนี้จะมารายงาน

Tuesday, November 30, 2004

Looking Glass (again)

ก็รัน Project Looking Glass บน FC3 ได้สำเร็จแล้ว

(อันนี้รูปของคนอื่นเค้า)

เครื่องที่ใช้เป็นเครื่องเทพของแล็บ Athlon64 3800+ รันจริง 2.40GHz แรมกิ๊กนึง การ์ดจอ Radeon 9600XT 128MB (เขียนแล้วอยากยกกลับไปบ้านเลยอะ) ลง FC3 ผ่าน DVD ถ้าเอาแค่นี้ก็สุดยอดมาก ลง FC3 ปื้ดเดียวไม่ต้องเปลี่ยนแผ่น แถมตอนลงก็เร็วสุดๆ น่ายกกลับไปไว้ที่บ้านจริงๆ

วิธีการลงทั้งหมดทำตามนี้เลยฮะ

เผอิญว่าการ์ดจอเป็น ATI ก็มีวิธีการลงดังนี้
เผอิญว่าผมลงแล้ว DRI (Direct Rendering Infrastructure) มันไม่ทำงาน (วิธีดูก็สั่ง glxinfo | grep direct) ก็เลยไปเจอเว็บนี้มี RPM ให้ (ATI Radeon Driver for Linux Howto) พร้อมวิธีค่อนข้างละเอียด แต่ลองแล้วก็ยังไม่เวิร์คอยู่ดี เอาเป็นว่าผมรัน Looking Glass ขึ้นแต่อืดเป็นเต่าเพราะไดรเวอร์ไม่มี DRI น่ะเอง

จริงๆ เปิด Firefox ขึ้นมาพร้อมบล็อกตัวเอง กะจะ capture มาโชว์แล้ว ปรากฎว่าเวอร์ชันปัจจุบัน 0.5.1 ยังไม่สามารถแคปได้ ค้นน้องกุ๊กก็พบว่าต้องใช้ 0.6.1 ซึ่งตอนนี้เป็น internal release ซึ่งจะมีโปรแกรม lgcapture มาให้ สามารถเอามาคอมไพล์เองจาก CVS ของซันได้ แต่ต้องลง ant ก่อน (เดี๋ยวนี้เค้าไม่ใช้ make กันแล้วเรอะ) ก็เลยขี้เกียจละ ทำงานดีกว่า รูปก็เอามาจากเว็บนี้ล่ะครับ อลังการทีเดียว ถ้าใครอยู่แถวๆ นี้ก็เดินมาดูได้ที่ห้องเลย

FC3: Kernel Source หาย?

เนื่องด้วยความโง่และความขี้เกียจที่ไม่ยอมอ่าน release notes ทำให้ควานหาแพกเกจ kernel-source.rpm ใน FC3 repository เป็นการใหญ่ ปรากฎว่ามันไปอยู่ใน SRPM แทนครับ เป็น kernel-xx.xx.src.rpm แทน เหตุผลก็คือลดความซ้ำซ้อนของชื่อแพกเกจลงน่ะเอง

ที่มา

Monday, November 29, 2004

Road to Istunbul

UCL 04/05 นี้ชิงกันที่อิสตันบูล
ค้นดูปรากฎว่าเป็น Ataturk Olympic Stadium ไม่ใช่ Ali Sami Yen หรือ "Inferno" สังเวียนนรกของกาลาตาซารายแต่อย่างใด
คิดว่าหลายๆ คนคงมองถึงคู่ชิงในฝันกันแล้วล่ะ


"เดี๋ยวเอาเดโก้ไปยิงซะเลยนิ"


"มาเล้ย เฟอไรร่าศิษย์รักรอเสียบอยู่"